น้ำมันงา SMILEDROPS

น้ำมันงา สกัดเย็นบริสุทธิ์ ทางSmileDrops มี

น้ำมันงาดำ

 น้ำมันงาดำ(Black Sesame) จะมีกรดไขมันโอเมก้า6 สูง กรดไขมันโอเมก้า 9 สูง และกรดไขมันโอเมก้า3วิตามินอี เซซามินและเซซาโมลิน จะมีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ สลายไขมัน ลดความอ้วนเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นที่ผิว แทรกซึมเข้าไปในทุกระบบของร่างกาย น้ำมันงาดำนอกจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูงแล้ว ยังมีสารเซซามินสารต้านอนุมูลอิสระชั้นสูง  ในร่างกายของคนเราควรจะมีกรดไขมันโอเมก้า 9 อยู่ในสัดส่วนที่ถูกต้องเมื่อเทียบกับโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 กรดไขมันโอเมก้า 9 ไม่ถือว่าเป็นกรดไขมันจำเป็น (Essential fatter acid) เนื่องจากว่าร่างกายของคนเราสามารถสร้างกรดไขมันชนิดนี้ได้เองจากไขมันไม่ อิ่มตัวโอเมก้า 3 และ/หรือ โอเมก้า 6 (ซึ่งถ้าร่างกายขาดโอเมก้า 3 และ 6 ล่ะก็ เจ้าโอเมก้า 9 จะกลายเป็นกรดไขมันจำเป็นขึ้นมาทันที

– ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดจะลดลง และนี่เองที่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคน้ำมันงาจะมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงกว่า

– ช่วยสร้างกรดไขมันแบบไม่อิ่มตัวซึ่งมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย การทำงานของสมองและหัวใจ

– ลดคอเลสเตอรอลโดยรวม ทำให้เส้นเลือดไม่อุดตัน ไม่เป็นโรคหัวใจ บำรุงสมองช่วยให้ความจำดี ไม่เป็นโรคสมองเสื่อม ไม่เป็นโรคพากินสันส์ และเลซิตินยังช่วยลดความอ้วน

– น้ำมันงาดำเพิ่มความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อและไขข้อ

– น้ำมันงาดำรักษาสภาพความแข็งแรงของกระดูก

– ช่วยปรับสมดุลของกรดไขมันโอเมก้า 3, 6


น้ำมันงาขาวน้ำมันงาขาว(White Sesame) งาขาวเป็นพืชล้มลุกแหล่งที่ปลูกงามากอยู่ที่จีน อินเดีย ไปจนถึงเม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา แต่ปัจจุบันประเทศไทยสามารถปลูกในประเทศได้ และยังเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญของโลก  งาขาวกับงาดำเป็นพืชล้มลุกชนิดเดียวกัน มีสรรพคุณใกล้เคียงกัน คือมีทั้งกรดไขมันโอเมก้า3 กรดไขมันโอเมก้า6 กรดไขมันโอเมก้า9 แต่จุดเด่นของ งาขาวจะเป็นเรื่องของ วิตามินอี  ซึ่งจะกระตุ้นการเจริญของเซลล์ระบบผิวหนังให้เจริญ และช่วยหล่อเลี้ยงให้ผิว มีความชุ่มชื่้น


– ชะลอความแก่โดยเสริมสร้างการพัฒนาการของเซลล์ใหม่ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

– ทำให้เซลล์ในร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง บำรุงกระดูก เพิ่มความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อและไขข้อ

– ลดริ้วรอยและปัญหาผิวเหี่ยวย่น ด้วยการช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์

– ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น หัวใจทำงานน้อยลง

– ต้านอนุมูลอิสระ ลดการเสี่ยงโรคมะเร็ง

– ช่วยให้ผิวของคุณผู้ชายสุขภาพดีขึ้นได้ เพราะวิตามิน E และ B ที่มีอยู่มากจะทำให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้นขึ้น

– ช่วยลดระดับความเครียดของคุณได้ และยังช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้า

– มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ น้ำมันงาอุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ร่างกายต้องการ เมื่อบริโภคเข้าไป ร่างกายคุณจึงสามารถต่อสู้กับแบคทีเรียและไวรัสได้ดีขึ้น

– น้ำมันงาขาวร่วมกับอาหารที่มีโซเดียม ทั้งสองตัวนี้จะช่วยกันลดความดันในเส้นเลือดได้


น้ำมันงาขึ้ม้อนน้ำมันงาขี้ม้อน(Perilla)  งาม้อนหรืองาขี้ม้อน  เป็นพืชสมุนไพรที่มีประวัติการใช้เป็นอาหาร และยาในประเทศทางแถบเอเชียมานานแล้ว  สำหรับประเทศไทยงาม้อนเป็นพืชที่ปลูกกันมานานในพื้นที่ภาคเหนือหลายจังหวัด  น้ำมันงาขี้ม้อน อุดมด้วยวิตามินบีและแคลเซียม  และ โอเมก้า 3   งาม้อนมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง  มีฟอสฟอรัส และแคลเซียมมากกว่าพืชผักทั่วไปหลายเท่ามีแคลเซียม 410-485 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม  และยังช่วยในการลดลิ่มเลือดและการเกาะตัวของเกร็ดเลือด ควบคุมไตรกลีเซอไรด์ ในเลือดลดความหนืดของเลือด นอกจากนี้ น้ำมันงาขี้ม้อน มีเปอร์เซ็นต์โอเมก้า 3 มากกว่าน้ำมันปลาจากปลาทะเลน้ำลึกหลายเท่า

– สามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งและยังช่วยให้ร่างกายแก่ช้าลงอีกด้วย

– มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบำรุงสมอง ทั้งในการทำงานอย่างเป็นปกติของสมอง เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์สมอง

– น้ำมันงาขี้ม้อนช่วยการพัฒนาการ และช่วยเสริมความแข็งแรงของเซลล์ของสมอง

– ช่วยลดความเครียดในสมอง บริโภคเป็นประจำจะทำให้นอนหลับสบาย

– ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นอันไซเมอร์

– ช่วยลดโคเลสเตอรอส


น้ำมันงารวม

น้ำมันงารวม(3 in 1 Tipple Oil) สกัดเย็นบริสุทธิ์ SmileDrops อุดมไปด้วยสรรพคุณที่เป็นประโยชน์ของ น้ำมันงาดำ น้ำมันงาขี้ม้อนและน้ำมันรำข้าวมารวมไว้ในแคปซูลเดียวเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและคุณประโยชน์ที่ครบถ้วนในการรับประทานแต่ละครั้งในหนึ่งเม็ดที่อุดมไปด้วยโอเมก้า3,6,9 แกมมา-โอไรซานอล เซซามิน โปรตีน วิตามินอี เป็นต้น สารสำคัญที่มีในน้ำมันงาดำ น้ำมันงาขี้ม้อนและน้ำมันรำข้าวเมื่อนำมาผ่านกระบวนการสกัดเย็นโดยการ บีบ อัด และไม่ใช้ความร้อนเพื่อให้ได้น้ำมันงารวมที่ดีแล้วนำมาแยกตะกอนจากนั้นจึงกรองเอาเฉพาะส่วนของน้ำมันงารวมที่บริสุทธิ์นำมาใช้ซึ่งน้ำมันงามรวมที่ได้จะมีลักษณะที่ใส สะอาด ไม่มีกลิ่นหืน โดยไม่ใช้ความร้อนและสารเคมีจึงจะได้น้ำมันงารวมที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญอย่างครบถ้วนเมื่อนำมาบรรจุไว้ในรูปแบบแคปซูลจึงทำให้เราได้รับประโยชน์จากสารอาหารที่สำคัญในน้ำมันงารวมที่มีประโยชน์ครบถ้วนในแคปซูลเดียวที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยมต่อร่างกาย อาทิเช่น ช่วยเสริมสร้างระบบประสาทและบำรุงสมอง ป้องกันโรคความจำเสื่อมในวัยชรา ป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด ป้องกันโรคหัวใจและช่วยในการต้านมะเร็ง


ข้อแตกต่างระหว่างกินงาทั้งเม็ดกับน้ำมันงา

อาหารและสารบางอย่างไม่ถูกดูดซึม ถ้ากินเข้าไปร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ถ่ายออกมาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็มี อย่างเช่น เม็ดงาดำ เม็ดงาขาว ถ้าไม่บด ไม่ทำให้เป็นผง ร่างกายจะได้รับสารอาหารปริมาณน้อยเพราะโครงสร้างของเม็ดงาแข็งแรงมาก  เอนไซม์ไม่สามารถไปย่อยสลายได้หมด แต่การที่จะให้งาดำ งาขาวให้เกิดสรรพคุณอย่างเต็มคุณค่านั้นต้องผ่านกระบวนการบีบเย็นในรูปแบบของน้ำมันงานั้นก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารได้เต็มที่

มักมีคำถามบ่อยว่ากินงาป่นดีกว่าไหม? ตอบได้เลยว่า สามารถกินงาป่นได้ แต่อาจจะทำให้ติดเชื้อราได้ง่ายแล้วก็เหม็นหืนด้วยครับคำถามสุดท้ายว่า กินงาคั่วดีกว่าไหม? ตอบได้เลยว่า งาดำ งาขาวที่คั่วสามารถเอาไปรับประทานได้อยู่แล้ว แต่ต้องมีความมั่นใจว่าไม่มีสารพิษปนเปื้อนเพราะถ้าเราไม่มีการตรวจที่ดี ก็อาจจะมีเชื้อราปะปนอยู่ดดยที่ไม่สามารถรู้ได้ การคั่วงาที่มีอุณหภูมิสูงเกินไปอาจจะทำให้เกิดสารพิษได้ ส่วน งาที่ไหม้ก็ทำให้โปรตีนหรือสารต่างๆ ในงาดำ งาขาวนั้นหายไปหรือแปรเปลี่ยน เพราะสารบางอย่างเมื่อถูกความร้อน


การรับประทานน้ำมันงา

น้ำมันงาแคปซูล

  • สำหรับผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงปกติ รับประทาน 2 แคปซูลต่อวัน ให้รับประทานงาขี้ม้อน 1 แคปซูล ร่วมกับ งาขาวหรืองาดำอย่างใดอย่างหนึ่ง 1 แคปซูล ควบคู่กัน ร่างกายจะได้รับโอเมก้า 6 เป็นสัดส่วนกับ โอเมก้า3 ในอัตรา 1:1 ร่างกายจะได้รับโอเมก้า3 ในปริมาณ 313 มิลลิกรัม และโอเมก้า9 ประมาณ 230 มิลลิกรัม ขนะเดียวกันก็ได้รับวิตามินE 4-6 มิลลิกรัม
  • สำหรับผู้ที่ต้องการเสริมภูมิคุ้มกัน รับประทาน 4 แคปซูลต่อวัน ให้รับประทานงาขี้ม้อน 2 แคปซูล งาขาวและงาดำ อย่างละ 1 แคปซูล ควบคู่กัน ร่างกายจะได้รับโอเมก้า 6 เป็นสัดส่วนกับโอเมก้า3 ในอัตราส่วน 1:1 ร่างกายจะได้รับโอเมก้า3 ในปริมาณ 626 มิลลิกรัม และโอเมก้า9 ประมาณ 460 มิลลิกรัม ขนะเดียวกันก็ได้รับวิตามินE 10 มิลลิกรัม
  • สำหรับผู้ป่วย รับประทาน 8 แคปซูลต่อวัน ให้รับประทานงาขี้ม้อน 4 แคปซูล งาขาวและงาดำ อย่างละ 2 แคปซูล ควบคู่กัน ร่างกายจะได้รับโอเมก้า 6 เป็นสัดส่วนกับโอเมก้า3 ในอัตราส่วน 1:1 ร่างกายจะได้รับโอเมก้า3 ในปริมาณ 1,250 มิลลิกรัม และโอเมก้า9 ประมาณ 920 มิลลิกรัม ขนะเดียวกันก็ได้รับวิตามินE 20 มิลลิกรัม ซึ่งอยู่ในระดับที่แพทย์ทางเลือกแนะนำ

อย่างไรก็ตามการรับประทานอาหารที่หลากหลายครบหมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม รับประทานผักและผลไม้พื้นบ้านที่ไม่หวานจัด ดื่มน้ำสะอาด ลดเหล้า งดบุหรี่ ขับถ่ายเป็นปกติ ออกกำลังงกายสม่ำเสมอ อยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์


งามีประโยชน์มากมาย

1. งา มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นสารอาหารที่อุดมไปด้วยกรดพาราอะมิโนแอซิคที่ช่วยบำบัดอาการนอนไม่หลับ , อ่อนเปรี้ยเพลียแรง, เป็นเหน็บชา ,ปวดตามข้อกระดูก , เบื่ออาหาร , ท้องผูก ,เมื่อยสายตา , ขาดสมาธิ

2. งา เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี เช่น B1, 2, 3, 5, 6, 9 เป็นแหล่งโปรตีนที่มีแร่ธาตุที่สำคัญคือ ธาตุเหล็ก , สังกะสี , แคลเซียม ,ฟอสฟอรัส , ซึ่งเป็นธาตุที่สำคัญในการเสริมสร้างกระดูก

3. งา มีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ช่วยย่อยไขมัน ช่วยลด คอเรสเตอรอล และไขมันในเลือดที่จะเกาะตัวกันเป็นลิ่ม

4. งา ช่วยในการย่อย กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และระบบประสาท

5. งา มีวิตามินอี ซึ่งเป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้ร่างกายดูสดชื่นดูหนุ่มสาวและแก่ช้า ทั้งยังรักษาผิวหนังให้เปล่งปลั่งสดใส จากภายในสู่ภายนอก

6. งา เป็นสารอาหารต้านมะเร็ง สารเซซามอนที่มีในงาจะช่วยป้องกันมะเร็งได้ ส่วนสารเซซามินจะช่วยเสริมคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ

7. งา ช่วยชะลอความหงอกของเส้นผม และช่วยให้ผมดกดำได้

8. งา ดีสำหรับผู้สูงอายุ ช่วยเสริมภูมิต้านทานของร่างกายต่อการติดเชื้อ และป้องกันโรคหวัดและลดอาการหวัด, ภูมิแพ้ , แพ้อากาศ

9. งา ดีสำหรับเด็ก เพราะมีโปรตีนมากกว่านมวัว 2 เท่า มีแคลเซียมมากกว่าพืชผัก 40 เท่า ดีสำหรับสุภาพสตรีวัยหมดประจำเดือน เพราะช่วยในการปรับฮอร์โมนเอสโตรเจน

10. งา มีโอเมก้า-3 ซึ่งช่วยบำรุงสมอง และป้องกันภาวะเสื่อมของสมอง ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

11. งา มีสาร Beta – sitosterol ซึ่งมีฤทธิ์ลดอาการอักเสบได้ ช่วยบรรเทาอาการผิวไหม้แดง และช่วยกระบวนการหายของแผล

12. งา ช่วยลดอาการอักเสบของริดสีดวง และช่วยลดอาการท้องผูกได้ ว่าแล้วก็ไปหางากินดีกว่า คุณสมบัติเพียบซะขนาดนี้ ที่มา จากสำนักอาหารและยา


กินงามีคุณค่าดั่งได้หยก

ชาวจีนจึงนิยมกินงา และยังถือว่า “น้ำมันงา” เป็นยาอายุวัฒนะ ส่วนในตำราอินเดีย ยังกล่าวสรรพคุณของงาไว้ว่า งาเป็นยาบำรุงร่างกาย ทำให้ร่างกายมั่นคงแข็งแรง เดิมนั้นงาเป็นพืชพื้นเมืองของเอเชีย  หรือตะวันออกของแอฟริกา  แต่ปัจจุบันพบได้ในพื้นที่เขตร้อน และกึ่งร้อน ส่วนชาวจีนรู้จักคุณค่าของงามานมนาน  โดยนิยมกินงาเพื่อเป็นยาอายุวัฒนะ  นอกจากนั้นพวกเขายังเผาเมล็ดงาเพื่อใช้ทำ แท่งหมึกจีนที่มีคุณภาพดี  ส่วนชาวโรมันบดเมล็ดงาผสมขนมปังเป็นอาหารรสดี  ชาวไทยก็มีขนมที่ใช้เมล็ดงา เรียกว่า ขนมงาตัด
ใช้งากวนกับน้ำตาล  แล้วตัดเป็นแผ่น

งา  มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Sesamum indicum Linn.  ชื่ออื่นๆ คือ งาดำ งาขาว เป็นไม้ล้มลุก ผลเป็นฝักมีเมล็ดเล็กๆ  สีขาวหรือสีดำ  มีการเพาะปลูกมานาน  ต้นงานั้นมีความสูงระหว่าง 0.5 – 2.5 เมตร  ขึ้นกับสภาพที่ปลูก  บางพันธุ์ก็มีกิ่งก้าน  บ้างก็ไม่มี  ในแกนหนึ่งมีดอกราว 3 ดอก เมล็ดนั้นมีสีขาวยาวราว 3 มิลลิเมตร  เมื่อแห้ง  เปลือกเมล็ดจะเปิดอ้า  และเมล็ดจะหลุดออกมา  การเก็บงาจึงต้องอาศัยแรงงานคนเพื่อมิให้เมล็ดงาร่วงหล่น  ภายหลังเมื่อไม่นานมานี้  มีการพัฒนาพันธุ์มิให้เมล็ดแตกกระจาย  ทำให้สามารถเก็บด้วยเครื่องจักรได้  งา เมล็ดพืชเล็กจิ๋วที่อุดมไปด้วยสารอาหารมี 2 แบบ คือ งาดำ และงาขาว  นอกจากนี้ยังมีน้ำมันงาที่ใช้ปรุงอาหารได้ดี  เพราะมีกลิ่นหอม  และกรดไขมันที่มีประโยชน์  โปรตีนในงามีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย  คือ  กรดอะมิโนเมธิโอนีน (ในถั่วเหลืองมีกรดอะมิโนที่จำเป็นตัวนี้น้อยกว่า)  และยังมีสารที่สกัดจากงาชื่อว่า SESAME ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งตับด้วย  ชาวมังสวิรัติจึงนิยมโรยงาลงไปในอาหารถั่วเหลืองที่ปรุงแล้ว  เพื่อให้มีสารโปรตีนสมบูรณ์มากขึ้น

 

งาขาว งาดำ


โอเมก้า3 ในน้ำมันงาขี้ม้อน

กรดไขมันโอเมก้า 3 (ω-3 หรือ omega-3) เป็นโครงสร้างไขมันสำคัญในสมองและจอ ประสาทตา
กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกลุ่มของกรดไขมันชนิดที่ไม่อิ่มตัวสูง เป็นหนึ่งในกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty acid) ที่ร่างกายมนุษย์ขาดไม่ได้ ในขณะที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องมาจากการบริโภคเข้าไปเท่านั้น ในสูตรโครงสร้างโมเลกุลจะมีพันธะคู่อยู่ไม่น้อยกว่า 3 แห่ง โดยพันธะคู่แรกจะอยู่ที่ตำแหน่งของคาร์บอนตัวที่ 3 นับจากปลายโมเลกุลด้านที่มีกลุ่มเมธิล (methyl group) เข้าไป ส่วนพันธะคู่ต่อไปจะอยู่ตรงตำแหน่งคาร์บอนถัดไปครั้งละ 3 ตำแหน่ง สารสำคัญในตัวมันมี 2 ตัว คือ Eicosopentaenoic (EPA) และ Docosahexaenoic (DHA)กรดไขมันโอเมก้า-3 พบได้ในไขมันปลา เมล็ดพืชบางชนิด แต่ผู้เชี่ยวชาญมากมายแนะนำว่าสตรีและเด็กควรบริโภคไขมันปลาในปริมาณจำกัด งาม่อน(งาขี้ม้อน) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Perilla frutescens ตระกูลเดียวกับกะเพรา  มีปลูกภาคที่เหนือตอนบน เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอนเรียก “งามน” กาญจนบุรีเรียก “แง”

กรดไขมันโอเมก้า3 มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างและการทำงานของสมอง ตับ และระบบประสาทเกี่ยวกับการพัฒนาเรียนรู้ รวมทั้งเกี่ยวกับเรตินาในการมองเห็น นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อโภชนาการและสุขภาพของคนเรา เช่น ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล และไตรเอธิลกลีเซอรอล (triethylglycerol) ในพลาสมา ควบคุมระดับไลโปโปรตีน (lipoprotien) และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบและหน้าที่ของเกล็ดเลือด จึงมีแนวโน้มก่อให้เกิดผลดีในการลดอันตรายของโรคทางเดินหายใจ โรคไขมันในเส้นเลือด โรคหัวใจและโรคซึมเศร้า

น้ำมันงาขี้ม้อน(งาขี้ม่อน)ส่งผลต่ออาหารสมองในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเป็นการใช้กรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 โดยเฉพาะ DHA (Docosaheaenoic acid) เนื่องจาก 60% ของสมองประกอบด้วยกรดไขมันและครึ่งหนึ่งในนั้นคือ DHA จากงานวิจัยทางการแพทย์พบว่าร่างกายต้องการDHA จำนวนมากในช่วงการตั้งครรภ์ และการเติบโตของทารก การเจริญเติบโตของทารกและเด็กต้องการ EPA (lecosapantanoic acid) และ DHA นอกจากนั้นการให้ EPA  ในปริมาณมากกว่าปกติจะช่วยลดความผิดปกติของสมองในวัยชรา

เราพบว่าน้ำมันงาม่อนมี โอเมก้า-3 (ALA) อยู่มากถึง 60%  ซึ่งปกติจะพบ โอเมก้า-3 ในน้ำมันปลา (Fish oil) เพราะฉะนั้นจึงเหมาะสำหรับคนไม่กินเนื้อสัตว์ หรือ มังสวิรัติหรือกินเจ รวมทั้งผู้ที่แพ้น้ำมันปลา เมื่อได้รับประทานน้ำมันงาม่อน โอเมก้า-3 นี้จะถูกเอ็นไซม์ (delta-6 desaturase) ในร่างกายเปลี่ยนเป็นสาร EPA, DHA  ซึ่งสารทั้งสองสำคัญต่อ การสร้าง เซลแมมเบรนของสมอง

น้ำมันงาม่อนที่มี โอเมก้า-3 มีผลต่อสมองเกี่ยวกับความฉลาด ความจำในวัยทำงานและป้องกันโรคความจำเสื่อมในวัยชรา นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ป้องกันการอุดตัน ของหลอดเลือด ป้องกันโรคหัวใจและช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิด

จากงานวิจัยยังพบว่า น้ำมันงาม่อน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปอดในสภาวะของโรคหอบหืด โดยการควบคุมการสร้าง eicosanoid และยับยั้งการสร้าง leukotriene

อาการสมองเสื่อม (Dementia) หรือโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นปัญหาสำคัญในวัยชรา ในงานวิจัยพบว่า ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่ได้รับกรดไขมันโอเมก้า-3 เพียงพอหากเสริมด้วยวิตามีนอีจะทำให้มีอายุยืนยาวกว่า กลุ่มผู้วิจัยได้ทดลอง ในผู้ป่วย 847 ราย เป็นเวลาประมาณ 5 ปี ผู้ป่วย 2 ใน 3 รับวิตามีนอี 1000 หน่วยสากล วันละ 2 ครั้งร่วมกับยารักษา โรคอัลไซเมอร์ (สารยับยั้งฮอร์โมนคลีนเอสเทอเรส) ผลการทดลองพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับวิตามีนอี (ทั้งใช้ยารักษาอัลไซเมอร์ร่วมด้วยและไม่ใช้)  มีอัตราการตายต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้รับวิตามีนอี 26%   “วิตามีนอีได้รับการยอมรับว่าสามารถลดอาการของโรคอัลไซเมอร์  แต่เราได้แสดงให้เห็นว่าวิตามีนอีจะช่วยยืดอายุ ของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ด้วย” จากคำกล่าวของวาลอรี พาฟลิค นักวิจัย ศูนย์วิจัยโรคอัลไซเมอร์ และโรคความจำเสื่อม แห่งวิทยาลัยแพทย์เบเยอร์เมืองฮูสตัน รัฐเทกซัส และสมาชิกของสถาบันประสาทวิทยาของสหรัฐอเมริกา