ข้าวยีสต์แดง ม.เกษตร

 

ข้าวยีสต์แดงคืออะไร

ข้าวยีสต์แดง คือ ผลิตภัณฑ์จากข้าวหมักเชื้อจุลินทรีย์ในกลุ่มยีสต์รา ที่ชื่อว่า “โมแนสคัส” ซึ่งเป็นเชื้อยีสต์ราอาหารที่ ปลอดภัยรับประทานได้ มีประวัติการใช้ประโยชน์มาหลายพันปี ในประเทศแถบตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น

โดยมีการใช้ประโยชน์ในหลายอุตสาหกรรม ดังนี้

   – อาหารเช่น หมูแดง เป็ดปักกิ่ง ซอสเย็นตาโฟ เต้าหู้ยี้

   – เครื่องดื่ม เช่น เหล้า เบียร์ น้ำผลไม้ นมเปรี้ยว

   – ยาพื้นบ้าน และเครื่องสำอาง

ซึ่ง ศ.ดร.บุษษา ยงสมิทร์ จากภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ได้ทำการคัดเลือกและปรับปรุงสายพันธ์จนได้เชื้อยีสต์ราโมแนสคัสที่ ให้สาร (Monacolin K) ปริมาณสูง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการ ยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์โคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ ที่ตับ

มีความปลอดภัยโดยผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยต่างๆ แล้วดังนี้

  • ทดสอบกับหนูทดลอง
  • ทดสอบโดยดูผลของสารสีต่อโครโมโซมเม็ดเลือดขาวของคน
  • ทดสอบโดยฉีดน้ำสีเข้าไปในไข่ไก่ฟัก
  • ทดสอบการกลายพันธุ์
  • ตรวจสอบสารพิษของเชื้อรา(อะฟลาทอกซิน และซิตรินิน)

นอกจากนั้น ยังมีกรดอะมิโน 18 ชนิด โดยแบ่งเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นครบ 10 ชนิด และกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็นอีก 8 ชนิด มีสารไคตินจากเชื้อยีสต์รา ช่วยเสริมสร้างไขข้อของร่างกาย และลดการเสื่อมของไขข้อในผู้สูงอายุ มีสาร GABA ช่วยทำให้สมองเกิดการผ่อนคลายและนอนหลับสบาย  มีสารไคโตซาน ซึ่งสามารถช่วยดักจับไขมันในร่างกาย มีสารแอนติออกซิแดนท์ในปริมาณที่สูง ช่วยปกป้องเซลล์ของร่างกายจากสารอนุมูลอิสระได้ โดยผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว ยังเป็นจดอนุสิทธิบัตรในนามของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีกด้วย


ส่วนประกอบและสารสำคัญของ Red Yeast Rice

สารสำคัญข้าวยีสต์แดง

 

  • มีสารโมนาคอลินส์  ช่วยยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์โคเลสเตอรอลที่ตับ
  • สารไคโตซาน ดักจับน้ำมัน ของมัน ของทอด ในอาหารที่ทาน
  • สารแอนติออกซิแดนท์ปริมาณสูง ช่วยทำให้เซลล์ทำงานได้ปกติ
  • สารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ เช่น GABA, Omega3, Q10, วิตามินต่างๆ
  • กรดอะมินโน 18 ชนิด ประกอบด้วย

– Alanine 1,771 mg/100g

– Proline 1,246 mg/100g

– Phenylalanine 417 mg/100g

– Isoleucine 549 mg/100mg

– Arginin 1,536 mg/100g

– Serine 1,280 mg/100g

– Cystine 706 mg/100g

– Leucine 1,852mg/100mg

– Glutamic acid 3,545 mg/100mg

– Threonine 439 mg/100g

– Aspatic acid 2,008 mg/100g

– Lysine 296 mg/100mg

– Glycine 548 mg/100mg

– Trytophan 245 mg/100g

– Tyrosine 922 mg/100g

– Methionine 363 mg/100mg

– Histidine 1,223 mg/100mg

– Valine 1,160 mg/100g

 

ส่วนประกอบทางเคมี Red Yeast Rice

  • แป้ง 53%-60%
  • โปรตีน 15%-23%
  • ไขมัน6%-9%
  • เถ้า 1%
  • น้ำ 7%-10%

Monacolin สารสำคัญที่มีประโยชน์กับผู้ที่มี ไขมันในเลือดสูง

Monacolin-สารสำคัญที่มีประโยชน์-

Monacolins มีคุณสมบัติซึ่งพบว่ามีบทบาทสำคัญสุดในการยับยั้งไม่ให้เอนไซม์เอชเอ็มจี-โคเอรีดักเทส ออกฤทธิ์และสังเคราะห์โคเลสเตอรอลในตับ จึง เหมาะสำหรับกับกลุ่มผู้มีภาวะโคเลสเตอรอลสูง ไตรกลีเซอร์ไรด์สูง และไม่สะสมในตับ เพราะทำงานคนละอย่างกับยาลดไขมันทั่วไปที่จะ Block ไขมันที่ตับไม่ให้ถูกปล่อยสู่กระแสเลือด ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาไขมันพอกตับ และมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง

โคเลสเตอรอลสูงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด เนื่องจากปกติภายในหลอดเลือดจะมีผิวเรียบลื่นสม่ำเสมอ แต่เมื่อมีโคเลสเตอรอลมาจับที่ผนังหลอดเลือดจนพอกหนาเป็นตะกรันไขมัน(plague) การสะสมของนะกรันไขมันทำให้หลอดเลือดค่อยๆ ตีบลง ดังนั้นหัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อดันให้เลือดเคลื่อนที่ผ่านไปได้ ตะกรันไขมันสามารถขวางกั้นระบบไหลเวียนเลือดในหลอดเลือดใหญ่ที่ไปเลี้ยงหัวใจหรือสมองทำให้อวัยวะขาดเลือด เกิดกล้ามเนื้อหัวใจวาย หรือหลอดเลือดในสมองตีบได้


ตัวอย่างจริง ผู้รับประทานอาหารเสริม Red Yeast Rice

 


ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงไปแล้วแต่บุคคล”

คุณวิภานิตย์ ทรัพย์แสนดี อายุ 53 ปี รับประทาน Red Yeast Rice เป็นเวลา 6 เดือน ระดับไขมันในเลือดเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้ดังนี้

ค่าที่ตรวจ

เดือนที่ 1

เดือนที่ 6

ผลต่าง

โคเลสเตอรอล

243

202

– 41

ไตรกลีเซอไรด์

271

141

– 130

LDL

127

107

– 20

HDL

62

67

+ 5

น้ำหนัก

61 Kg

55 Kg

– 6 Kg

 

คุณ วิภานิตย์ ทรัพย์แสนดี ช่วงทดลองทาน อายุ 53 ปี น้ำหนัก 61 กิโลกรัม รับประทานยาหมอ จากรพ.มาก่อน โดยทานยาที่ลดไขมัน และยาลดไตรกลีเซอไรด์ เนื่องจากมีโคเลสเตอรอลในเลือดสูงเกินเกณฑ์ และมีไตรกลีเซอไรด์สูงด้วย แต่เนื่องด้วยฤทธิ์ของยาทำให้มีผลข้างเคียง กล้ามเนื้ออ่อนแรง และวิงเวียนศรีษะง่าย และมักจะปวดแน่นบริเวณหน้าอก จึงได้หันมารับประทาน Red Yeast Rice(ข้าวยีสต์แดง )

โดยก่อนรับประทาน ข้าวยีสต์แดง ไปเจาะเลือดตอนปี 2554 แล้วรับประทานข้าวยีสต์แดงติดต่อกันนาน 6 เดือน ในระหว่างรับประทาน ช่วงแรกมีอาการถ่ายบ่อย มวนท้อง เนื่องจากมีไขมันสะสมมาก
ผลในเดือนแรกน้ำหนักลดลงไป 1 กิโลกรัม ภายในหนึ่งสัปดาห์ นอกจากนี้ยังสังเกตุได้ว่าหลับสบาย ก่อนหน้านี้หลับๆตื่นๆ และหลังจากครบ 6 เดือน ปริมาณโคเลสเตอรอลไขมันตัวร้าย LDL และไตรกลีเซอไรด์ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
โดยรับประทาน วันละ 2 แคปซูล ปัจจุบันนี้ อายุ 55 ปี ไม่ต้องรับประทานยาหมอแล้ว และระดับโคเลสเตอรอลก็อยู่ในระดับที่ปกติอีกด้วย น้ำหนักตัว เหลือเพียง 55 กิโลกรัม ลดการรับประทานเหลือเพียงวันละ 1 แคปซูล

“ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงไปแล้วแต่บุคคล”


 วิธีรับประทานข้าวยีสต์แดง

วิธีกินข้าวยีสต์แดงทานวันละ 2 แคปซูล พร้อมมื้ออาหาร (กิน Red Yeast Rice ดื่มน้ำตาม 1 แก้ว แล้วกินอาหารตามได้เลย) เช่น เลือกทานพร้อมมื้อหนักที่ทานของมัน มื้อกลางวัน 1 แคปซูลและมื้อเย็นอีก 1 แคปซูล เวลาถ่ายอาจมีสีแดงและคราบไขมันปนออกมาด้วยซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของข้าวยีสต์แดง

หากรับประทาน น้ำมันดีต่างๆ อยู่ด้วย เช่น น้ำมันปลา, น้ำมันรำข้าว, น้ำมันงา ไม่ควรทานพร้อม Red Yeast Rice ในมื้อเดียวกัน เพราะ Red Yeast Rice มีส่วนความเป็นไคโตซานที่จะ ไปดักน้ำมันของมันของทอดทุกชนิด


ขนาดการใช้ยีสต์แดงปกติอยู่ที่เท่าไร

ข้อมูลต่อไปนี้คือผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์:

การรับประทาน:

สำหรับการรักษาภาวะคอเลสเตอรอลสูง:  รับประทานยีสต์แดง 1,200 – 2,400 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน

เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยสารสแตติน เท่านั้นที่มีเอกสารกำกับยาว่า ใช้เพื่อลดระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งมีผลายผลิตภัณฑ์ที่ประกอบไปด้วยสารโลวาสแตตินปริมาณ 5-10

ภาวะคอเลสเตอรอลสูงเนื่องจากการติดเชื้อเอชไอวี:  รับประทานยีสต์แดงปริมาณ 1,200 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน

ปริมาณการใช้ยีสต์แดงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละผู้ป่วย ซึ่งปริมาณยาที่ใช้จะขึ้นอยู่กับช่วงอายุ สุขภาพ และปัจจัยอื่นๆ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจไม่ปลอดภัยเสมอไป ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปริมาณยาที่เหมาะสมสำหรับการรับประทาน

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://hellokhunmor.com/herbal


คำเตือนสำหรับผู้ที่ทานข้าวยีสต์แดง

คำเตือน*สำหรับผู้เป็นโรคกรดไหลย้อนหรือโรคกรดในกระเพาะ* ควรระมัดระวังในการรับประทาน เพราะ Red Yeast Rice มีคุณสมบัติช่วยเสริมระบบการย่อย

 

ควรทานพร้อมมื้ออาหาร หรือทานทีละน้อย หากรู้สึกไม่สบายท้องหรือทานแล้วระคายกระเพาะควรงดรับประทาน

 


ทำไมถึงได้มาเป็นงานวิจัย Red Yeast Rice?

แต่เดิมอาจารย์บุญบา สอนการทำข้าวหมักจากเชื้อรา ในห้องปฎิบัติการ แต่ไม่ได้สนใจทำเป็นงานวิจัย จนกระทั่งวันหนึ่งจะไปซื้อสีผสมอาหารจากร้านเบเกอร์รี่ ทางร้านหยิบถุงพลาสติก ที่เขียวว่า สีย้อมผ้าให้ อาจารย์ก็คืนไป แล้วก็บอกว่าฉันมาซื้อสีผสมอาหารน่า ไม่ใช้สีย้อมผ้า เค้าก็บอกว่าทางร้านไม่มีใครเรื่องมาเหมือนคุณเลย เราก็เลยตกใจ และกลับมามอง จุลลินทรีย์ตัวนี้เนี้ยนะคะว่าสารสีแดงสดใส มันน่าที่จะมาทำอะไรได้บ้างนะคะ ก็เลยหันมาแยกเชื้อราจากที่ต่างๆ ซึ่งแต่เดิมเรียกว่า อังขัก หรือข้าวแดง

❝ เมื่อหาซื้อสีผสมอาหารไม่ได้ ก็ได้มาคัดเลือก โดยที่มองเฉพาะสีธรรมชาติอยู่จนกระทั่ง ปรับปรุงสายพันธ์ุให้ได้สีแดง สร้างสีเหลือง แล้วก็สร้างสีขาว จนกระทั่งตรวจเจอสารสีแดงที่มีสารโมนาคอลลินส์เยอะที่สุด จนกระทั่งหยุดและมาสนใจเฉพาะสารสีแดง ❞


ประโยชน์จากข้าวยีสต์แดง 

☑ ลดโคเลสเตอรอล: มีสาร Monacolin K ซึ่งเป็นสารลดโคเลสเตอรอลจากธรรมชาติ สามารถลดได้ทั้ง คอเลสเตอรอลชนิด LDL และไตรกลีเซอไรด์ในหลอดเลือด

☑ ดักจับไขมัน: มีสารไคโตซาน ช่วยดักจับไขมันตามระบบทางเดินอาหาร เมื่อรับประทานของมันๆ สังเกตได้จากเวลาถ่ายจะมีคราบไขมันปนออกมาด้วย

☑ เสริมสร้างไขข้อ: มีสารไคติน ช่วยเสริมสร้างไขข้อของร่างกาย และลดการเสื่อมของไขข้อในผู้สูงอายุ

☑ สมองผ่อนคลายหลับสบาย : มีสารกาบา (GABA, gamma aminobutyric acid) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาท ทำหน้าที่รักษาสมดุลในสมองทำให้เกิดการผ่อนคลายและหลับสบาย

☑ประโยชน์อื่นๆ : ช่วยระบบการย่อยอาหาร มีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูงมาก ประกอบด้วยกรดอะมิโน 18 ชนิด


ปฏิกิริยาระหว่างยา

ยีสต์แดงอาจมีปฏิกิริยาระหว่างยาหรือพยาธิสภาพปัจจุบัน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยีสต์แดง:

  • แอลกอฮอล์

การดื่มแอลกอฮอล์อาจเป็นอันตรายต่อตับ ยีสต์แดงอาจส่งผลกระทบต่อตับเช่นกัน เมื่อใช้ร่วมกันอาจเพิ่มความเสี่ยงอันตรายให้แก่ตับได้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานร่วมกัน

  • ยาไซโคลสปอริน (นีโอรอล)

ยีสต์แดงอาจส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อ ยาไซโคลสปอริน (นีโอรอล) อาจส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อเช่นกัน เมื่อรับประทานร่วมกันอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรง

  • ยาเจมไฟโบรซิล (โลปิด)

ยาเจมไฟโบรซิล (โลปิด)  อาจมีผลต่อกล้ามเนื้อ ยีสต์แดงมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน เมื่อรับประทานร่วมกันอาจเพิ่มความเสี่ยงแก่กล้ามเนื้อ

  • ยาที่เป็นอันตรายต่อตับ (โรคพิษต่อตับ)

ยีสต์แดงประกอบไปด้วยสารสแตตินหรือโลวาสแตติน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อตับ เมื่อใช้ร่วมกับยาอื่นที่เป็นอันตรายต่อตับอาจเพิ่มความเสี่ยงแก่ตับ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานร่วมกันยาที่เป็นอันตรายต่อตับ เช่น อะเซตามิโนเฟ่น อะมิโอดาโรน คาร์บามาเซฟีน  ไอโซไนอาซิด เมโธเทกเซท เมทิลโดปา  ฟลูโคนาโซล ไอทราโคลนาโซล อิริโทรมัยซิน เฟนิโทอิน โลวาสแตติน  พราวาสแตติน ซิมวาสแตติน และอื่นๆ

  • ยายับยั้งเอ็นไซม์ (CYP3A4)

ตัวยา หรือสารที่ทำหน้าที่ยับยั้งเอ็นไซม์ CYP3A4 เรียกว่า เป็น CYP3A4 inhibitor เมื่อเอ็นไซม์ท างาน ได้น้อยลง ผลที่เกิดจะท าให้ระดับของยาในกระแสเลือด “เพิ่ม” ขึ้น เพราะเอ็นไซม์ถูกสกัดกั้นไม่ให้ทำงานยาบางชนิดอาจลดปริมาณการทำลายตับจากยีสต์แดงได้อย่างรวดเร็ว เมื่อรับประทานร่วมกันอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ถ้ามีอาการข้างต้นยาบางชนิดอาจลดปริมาณการทำลายตับจากยีสต์แดงได้อย่างรวดเร็ว เช่น อะมีโอดาโรน คาร์ริโธมัยซิน  ดิลไทอะซิม อิริโทรมัยซิน อินดินาเวียร์ ริโทนาเวียร์ ซาควินาเวียร์ และอื่นๆ

  • ยาลดระดับคอเลสเตอรอล (สแตติน)

ยีสต์แดงมีประสิทธิภาพช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล เมื่อรับประทานร่วมกับยาสแตตินอาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการไม่พึงประสงค์ ไม่ควรรับประทานยีสต์แดงหลังจากรับประทานยาลดระดับคอเลสเตอรอลยาลดระดับคอเลสเตอรอล  เช่น เซริวาสแตติน อะทอร์วาสแตติน โลวาสแตติน พราวาสแตติน ซิมวาสแตติน และอื่นๆ

  • ไนอะซิน

ไนอะซินอาจมีผลต่อกล้ามเนื้อ ยีสต์แดงก็มีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน เมื่อรับประทานร่วมกันอาจเพิ่มความเสี่ยงของปัญหากล้ามเนื้อ

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://hellokhunmor.com/herbal